สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
วันนี้จะมาเล่าเรื่องรถไฟมือสองครับ
หลายๆ ท่านคงจะได้ยินข่าวช่วงนี้เรื่อยๆ เกี่ยวกับรถไฟมือสองของไทยที่ได้จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆ แล้วการหมุนเวียนรถไฟมือสอง เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าญี่ปุ่นจะให้รถไฟมือสองแก่หลายๆ ประเทศในภูมิภาค ASEAN หรือนอกเหนือจากญี่ปุ่นเองก็มีตัวอย่างเช่น Intercity 125 ของอังกฤษถูกเอาไปวิ่งต่อมือสองในอเมริกาใต้หรือแอฟริกา หรือการโอนย้ายรถไฟความเร็วสูงข้ามประเทศที่เกิดอยู่บ่อยๆ ในโซนยุโรป แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเอง ก็มีการหมุนเวียนรถไฟมือสองอยู่ตลอดเวลา วันนี้จึงขอรวบรวมการหมุนเวียนรถไฟมือสองที่เกิดขึ้นภายในประเทศญี่ปุ่นให้อ่านกันครับ
ก่อนอื่น รถไฟญี่ปุ่นบางบริษัทมีโครงข่ายครอบคลุมหลายจังหวัด บางครั้งรถไฟก็จะมีการถูกโอนย้ายเส้นทางหรือจังหวัดที่ประจำการอยู่ แต่ในกรณีที่ยังคงอยู่ในบริษัทเดียวกันนั้น ขอถือว่าไม่เป็นรถไฟมือสองละกันครับ รถไฟมือสองในที่นี้จะหมายถึงรถไฟที่ถูกย้ายจากบริษัทหนึ่งไปยังอีกบริษัทหนึ่ง
"รถไฟชนบท" (Chiho Tetsudo)
ซึ่งรถไฟเกือบทั้งหมดเป็นรถไฟเก่าจากรถไฟฟ้าใต้ดินในโตเกียว
แทบทุกจังหวัดในประเทศญี่ปุ่นจะมีรถไฟทั้งรถไฟระหว่างเมือง Japan Railways หรือ JR และรถไฟท้องถิ่นที่เป็นเอกชน (Private Railways) อยู่ รถไฟเอกชนบางสายก็มีมาร้อยกว่าปีเพราะญี่ปุ่นให้เสรีในกิจการรถไฟมาตั้งแต่สมัยนั้น
ในสมัยก่อนรถไฟระหว่างเมืองที่เป็นของรัฐบาลนั้นส่วนใหญ่ยังไม่มีการติดไฟฟ้า แต่รถไฟเอกชนท้องถิ่นต่างจังหวัดมักจะติดไฟฟ้าไปตั้งแต่เริ่มให้บริการ กลายเป็นว่าในสมัยก่อนนั้นรถไฟเอกชนทันสมัยมากกว่ารถไฟรัฐบาลเสียอีก รถไฟเอกชนที่ติดไฟฟ้าตั้งแต่แรกๆ สามารถสังเกตได้เพราะชอบใช้ชื่อเรียกว่า Dentetsu (電鉄) ซึ่งแปลตรงๆ ว่ารถไฟฟ้า
ในช่วงแรก รถไฟเอกชนท้องถิ่นก็มีรถไฟรุ่นเฉพาะของตัวเองอยู่ แต่เนื่องจากเศรษฐกิจที่หดตัวลงตั้งแต่ช่วง 1980s หลายๆ เส้นทางรถไฟท้องถิ่นก็ค่อยๆ ทยอยหายไป แต่บางเส้นทางที่ยังคงให้บริการอยู่ก็เริ่มจำเป็นต้องซื้อรถใหม่เพื่อทดแทนรถเก่าๆ ที่ใช้มาเกือบ 60 ปี แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจไม่ได้คล่องตัวมากนัก การซื้อรถไฟมือสองที่เริ่มปลดระวางจากบริษัทใหญ่ๆ ในกรุงโตเกียวหรือเมืองอื่นๆ (Large-scale Private Railway 大手私鉄) ก็เป็นทางเลือกถัดมา
ลองมาดูตัวอย่างเด่นๆ กันบ้างครับ
Kumamoto Electric Railway ที่มีรถไฟ Kumamon น่ารักๆ นั้น จริงๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นรถไฟมือสองจากรถไฟฟ้าใต้ดินในโตเกียว อย่างเช่น Tokyo Metro Ginza line, Hibiya line ทางรถไฟสายนี้ก็มีประวัติยาวนานร้อยกว่าปี เสาไฟฟ้าบางต้นนั้นยังเป็นเสาไม้อยู่เลย
ทั้งนี้ Ginza line เป็นรถไฟที่ใช้รับไฟฟ้าจากรางสาม และรางวิ่งกว้าง 1435 mm แต่ Kumamoto railway ใช้ไฟฟ้าจากเหนือหัวและใช้ราง 1067 mm รวมถึงตู้ขับหัวท้าย 2 ตู้ที่ต้องการนั้นไม่มีมอเตอร์ขับ ทำให้การนำรถ Ginza line มาวิ่งที่ Kumamoto railway ต้องมีการดัดแปลงกันยกใหญ่ แทบจะเรียกว่าเอาแค่ car body มาใส่อุปกรณ์ traction ใหม่ทั้งหมดเลย
ทำไมถึงเลือกรถมือสอง?
อย่างที่กล่าวไว้ รถไฟท้องถิ่นสายเล็กๆ ที่ไม่ได้มีกิจการคล่องตัวก็ไม่สามารถซื้อรถไฟมือหนึ่งได้ตลอด อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการผลิตรถไฟแต่ละครั้งจะต้องมีการออกแบบรถไฟเฉพาะของแต่ละสาย (ให้รถไฟนั้นมีขนาดที่เข้ากับแต่ละเส้นทางได้ ซึ่งบางทีมี spec หรือข้อจำกัดเฉพาะของตัวเอง) ซึ่งรถไฟท้องถิ่นสายเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความต้องการตู้รถไฟจำนวนมาก เวลาสั่งซื้อน้อยๆ อาจจะทำให้ไม่คุ้มทุนมากกว่า mass production เหมือนรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่
นอกจากนี้บริษัทรถไฟใหญ่ที่จำหน่ายรถไฟมือสองออกไปได้ ก็จะได้รายได้จากส่วนนี้เข้ามาหักลบกับรายจ่ายที่ใช้ซื้อรถไฟรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่บริษัทรถไฟท้องถิ่นที่ประหยัดเงินได้ รถไฟในเมืองใหญ่ก็ประหยัดได้ win-win ทั้งสองผ่าย
แล้วบริษัทรถไฟใหญ่ที่โละทิ้งรถไฟรุ่นเก่าออก ไม่ได้แปลว่ารถไฟรุ่นเก่านั้นหมดสภาพไปแล้วหรือ? คำตอบคือไม่เสมอไป แต่รถไฟในเมืองใหญ่มีชั่วโมงและภาระ (load) ในการวิ่งที่หนัก เช่นวิ่งด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. ทั้งวันทั้งคืน ไปถึงระยะหนึ่งเริ่มมีค่าซ่อมบำรุงสูงขึ้น ไม่คุ้มค่า เปลี่ยนรถใหม่เสียดีกว่า แต่เมื่อไปเป็นรถไฟท้องถิ่นต่างจังหวัดอาจจะวิ่งแค่ 40-50 กม./ชม. วันละไม่กี่เที่ยว ภาระ (load) เบาลงหลายเท่าตัว เหมือนกับคนที่เกษียณแล้วแต่ก็ยังทำงานเบาๆ ต่อได้
"เกมพลิก... และเกมพลิก ?"
เมื่อปี 2023 Seibu Railway ซึ่งเป็นรถไฟเอกชนรายใหญ่ในโตเกียว ประกาศกว้านซื้อรถไฟมือสองจากบริษัทอื่น รวมเกือบ 100 ตู้ โดยรถไฟที่จะซื้อนั้นเป็นรุ่นที่มี Inverter ที่เป็นระบบขับเคลื่อนประหยัดพลังงาน เพื่อเอามาเปลี่ยนกับรถไฟรุ่นเก่า (ตั้งแต่ช่วง 1978) โดยรถไฟรุ่นที่มี Inverter ได้แก่ Tokyu series 9000 (ผลิตปี 1990 - 5 ตู้/ขบวน) และ Odakyu series 8000 (ผลิตปี 1988 - 4 หรือ 6 ตู้/ขบวน)
Seibu Railway สั่งซื้อรถไฟรุ่นใหม่อยู่เรื่อยๆ ทำให้ไม่มีคนคิดว่าอยู่ดีๆ บริษัทรถไฟเอกชนรายใหญ่ในโตเกียวจะกว้านซื้อรถไฟมือสองจากบริษัทรถไฟเอกชนรายใหญ่ด้วยกันเองในโตเกียว และเป็นจำนวนมากขนาดนี้...
และอีกเกมที่พลิกคือช่วงปีหลังๆ กลับกลายเป็นว่ารถไฟท้องถิ่นเริ่มกลับมาลงทุนซื้อรถไฟมือหนึ่งอีกครั้ง อย่างเช่น Ichibata Railway ก็ซื้อรถไฟรุ่น 7000 ซึ่งผลิตใหม่ทั้งคันเมื่อปี 2016
Iyo Railway ในจังหวัด Ehime และ Kotoden Railway ในจังหวัด Kagawa ในเกาะ Shikoku ทั้งคู่ก็ทยอยประกาศซื้อรถไฟผลิตใหม่
อะไรคือสาเหตุที่เกมพลิก...
สภาพเศรษฐกิจของรถไฟท้องถิ่นก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก แต่บางท้องถิ่นได้รับเงินช่วยเหลือจากเทศบาลท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนให้คนหันมาใช้การขนส่งสาธารณะมากขึ้น หรือเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวไปในตัวด้วย เป็นสิ่งที่ดีที่บางท้องถิ่นพยายามลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นดีขึ้น
อีกเกมหนึ่งคือต้นทุนในการผลิตรถไฟลดลง จากเดิมที่ต้องมีการออกแบบรถไฟเฉพาะของแต่ละสาย บริษัทผลิตรถไฟ (manufacturer) ก็ได้พยายามออกแบบโมเดลพื้นฐาน (based-model) ที่ใช้ดีไซน์ อะไหล่หรืออุปกรณ์ร่วมกัน (common parts) มากขึ้น การออกแบบให้ลดต้นทุนก็เป็นผลดีต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้ซ่อมบำรุงด้วย อย่าง Ichibata Railway series 7000 ที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นการเอา based-body ของ JR Shikoku series 7000 มา
แต่ทำไมรถไฟเอกชนรายใหญ่ในโตเกียวถึงสวนกระแส ?
Seibu Railway ยังคงสั่งซื้อรถไฟใหม่เรื่อยๆ ตามแผนเดิม แต่สั่งซื้อเฉพาะรถไฟขบวนยาว 8/10 ตู้ที่ให้บริการในสายหลัก คือ Ikebukuro, Shinjuku , Haijima line ส่วนรถมือสองนั้นเป็นขบวนรถสั้น 4-6 ตู้ เอามาใช้ในสายรอง (sub line เช่น Kokubunji line, Tamako line) นี่อาจเป็นการลดค่าออกแบบรถไฟรุ่นใหม่ที่มีเฉพาะ 4-6 ตู้ก็เป็นได้
แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า Initital cost ของรถไฟนั้นมากแค่ไหนกัน มีบางข่าวลือที่ว่า Seibu Railway เริ่มมีปัญหากับการบริหารโดยภาพรวม ไม่ใช่แค่ด้านการเดินรถไฟ แต่มีด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก่อนหน้านี้ก็เคยมีประเด็นว่า Seibu จะขายห้างสรรพสินค้าของตัวเองที่สถานี Ikebukuro ให้กับบริษัทอื่น ฯลฯ
เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการหมุนเวียนรถไฟ second-hand ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกันทั่วโลก เหมือนกับยานพาหนะอื่นๆ ทั้งยานยนต์ส่วนบุคคล หรือ public transportation เองครับ
โพสต์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
โพสต์อื่นๆ ที่เกี่ยวกับรถไฟ





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น