บทความนี้เริ่มเผยแพร่เมื่อปี 2020 และได้ทำการปรับปรุงเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นในปี 2026
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้จะพาทุกท่านไปชมพิพิธภัณฑ์รถไฟหลักๆ ในแต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่นกันครับ
🚃 🚃 สารบัญ 🚃 🚃
Japan's Railway Museum
Part 1-1 : 鉄道博物館 Main Building (2007)
Part 1-2 : 鉄道博物館 NEW Annex (2018)
Part 2 : SC Maglev Railpark พิพิธภัณฑ์รถไฟและแม็กเลฟ นาโกย่า
Part 3: Kyoto Railway Museum พิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโต
ลำดับแรกจะพาชม "The Railway Museum" (鉄道博物館 หรือเรียกสั้นๆ ว่า てっぱく TEPPAKU) ใน Saitama ครับ เดิมทีแล้วเคยมีพิพิธภัณฑ์การขนส่ง Transportation Museum (交通博物館) อยู่ที่ Ochanomizu ใจกลางกรุงโตเกียว แต่ด้วยความเก่าแก่ของอาคารจึงได้ปิดตัวลงในปี 2006 และในปีถัดมา JR-East ได้ย้ายมาเปิดพิพิธภัณฑ์ใหม่ที่ Omiya จังหวัด Saitama ห่างจากโตเกียวไปทางเหนือประมาณ 30 กม. โดยใช้ชื่อว่า "The Railway Museum"
Omiya เป็นสถานีรถไฟหลักของไซตะมะ นอกจากจะเป็นชุมทางชินคันเซ็นสาย Joetsu, Hokuriku, Tohoku & Hokkaido แล้วยังมีโรงงานซ่อมบำรุงรถไฟ Omiya Factory ขนาดใหญ่ตั้งแต่สมัยการรถไฟญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เรียกว่า "เมืองรถไฟ" (鉄道のまち Tetsudo no Machi) ปัจจุบันโรงงานรถไฟ Omiya Factory ของ JR-East และรถจักรสินค้าของ JR-Freight
พิพิธภัณฑ์นี้จะอยู่ด้านหลังของโรงงานรถไฟ รถจักรส่วนใหญ่ที่ตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ก็ได้รับการซ่อมบำรุงโดย Omiya Factory ก่อนนำมาจัดแสดงเช่นกันครับ
ในปี 2018 พิพิธภัณฑ์นี้ได้มีการเปิดส่วนต่อขยาย Annex ด้านใต้ออกไป ซึ่งทำให้เราจะแบ่งโพสต์นี้ออกเป็นสองตอนครับ ตอนแรกจะโฟกัสไปกัน Main Hall กันครับ
เมื่อเข้าไปเลี้ยวขวาจะเจอกับหัวรถจักรไอน้ำคันแรกของประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ในทางรถไฟสายแรก Shimbashi - Yokohama ที่เปิดเมื่อปี ค.ศ. 1872 ส่วนสถานี Shimbashi หลังแรกยังมีอาคารสถานีเก่ายังหลงเหลืออยู่ ห่ายจากสถานี Shimbashi ปัจจุบันไปเล็กน้อย
โซนแรกจะเป็นรถไฟในสมัยก่อนสงครามโลก แต่สำหรับตัวผมเองจะสนใจในรถไฟยุคหลังจากนั้น ประมาณ 1950 - 60s มากกว่า เลยจะข้ามไปที่จุดรวมพลของพิพิธภัณฑ์นี้กันเลย
ตรงกลาง Main hall นี้คือแท่นกลับรถจักร Turntable โดยจะมีรถจักรโชว์อยู่บนแท่นได้แก่
รถจักรไอน้ำ C57 135 : รถจักรไอน้ำที่ใช้ทำขบวนรถธรรมดา**ที่ลากด้วยรถจักรไอน้ำเที่ยวสุดท้ายของประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1978 (**ปัจจุบันยังเหลือขบวนพิเศษท่องเที่ยว) และ
รถจักรไฟฟ้า EF55 1 หรือ "MOOMIN" เป็นรถจักรไฟฟ้าสมัยก่อนสงครามโลกที่สร้างขึ้นมามีหน้าตาลู่ลมไม่เหมือนใคร EF55 นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพียงแค่สามคัน และเหลือหมายเลข 1 เป็นคันเดียวที่ถูกเก็บรักษาไว้ เข้ามาเป็นน้องใหม่ของพิพิธภัณฑ์นี้ในปี 2016
โดย C57 กับ EF55 จะสลับกันจัดแสดงอยู่บน Turntable ทุกๆ 6 เดือน โดยทุกๆ เวลา 12:00 กับ 15:00 จะมีการโชว์รถไฟหมุนบนแท่นและมีการเปิดหวูดโชว์
จากภาพจะเห็นหลังวงเวียนมีรถไฟฟ้าและรถจักรอีกหลายหัว คือ
รถไฟด่วนหัวโหนก Bonnet "Series 481" และ "Series 151" จากยุค 1950s ซึ่งเป็นรถไฟต้นแบบของชินคันเซ็น โดย Series 481 เป็นรถไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้บนไฟฟ้ากระแสตรง DC 1500 V และไฟฟ้ากระแสสลับ AC 20 kV ครับ
หัวรถจักรไฟฟ้ารุ่น ED75 : ใช้วิ่งเฉพาะ ไฟฟ้ากระแสสลับ AC 20 kV
รถไฟด่วนรุ่น 455 : (หน้าตาธรรมดาๆ) ใช้วิ่งได้ทั้ง AC และ DC เช่นกัน
ยุค 1950 - 60s คือยุคทองที่ญี่ปุ่นฟื้นฟูจากสงครามโลกและเติบโตอย่างรวดเร็ว (高度経済成長期) ก่อนหน้านี้ทางรถไฟของประเทศญี่ปุ่นได้ติดไฟฟ้ากระแสตรง DC 1500 V เฉพาะสายหลักฝั่ง Tokaido และ San-yo (ไล่จากโตเกียวไปจนถึงโอซาก้า ฮิโรชิม่า จนสุดเกาะ Honshu) แต่ภูมิภาคอื่นๆ เช่น Tohoku, Hokuriku, Kyushu นั้นยังไม่มีการติดตั้งกระแสไฟฟ้า ในตอนนั้นได้มีการนำร่องการติดตั้ง AC 20 kV พบว่าได้ผลดีและรวดเร็วกว่าการติดตั้งกระแสตรง จึงได้ตะลุยติดไฟฟ้าแบบกระแสสลับในภูมิภาคที่เหลือ
ในเมื่อญี่ปุ่นมีกระแสไฟฟ้าหลายแบบบนทางรถไฟ จึงต้องพัฒนารถไฟด่วนที่รองรับได้ทั้งสองแบบ คือ Series 455, 481, 485 และอื่นๆ ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งนี้ รถไฟด่วนที่รองรับทั้ง AC/DC ในทุกเส้นทางเหล่านี้สร้างระบบโครงข่ายรถด่วนพิเศษเชื่อมภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่นเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว
เดินต่อไปทางด้านหลังจะเจอกับห้องแยกที่จัดแสดงรถไฟชินคันเซ็น Series 0 รุ่นแรก (ที่เรามักจะเรียกว่ารถไฟหัวกระสุน) โดยในห้องจะเป็นการจำลองบรรยากาศการเปิดเดินรถเที่ยวปฐมฤกษ์ของชินคันเซ็นในปี 1964 ว่ากันว่าชินคันเซ็น Series 0 ที่ผลิตออกมาในตอนแรกๆ ใช้ฝาครอบส่วนหัว (หรือจะเรียกว่าจมูกดีนะ?) เป็นพลาสติก ทำให้เห็นแสงที่ลอดมาจากหลอดไฟด้านใน และภายในหัวกลมๆ จะมีขอพ่วงเอาไว้ใช่ในกรณีฉุกเฉิน
กลับมาที่ห้องหลักจะเจอ Shinkansen Series 200 เป็นชินคันเซ็นวิ่งบนสาย Tohoku & Joetsu Shinkansen ที่เปิดเมื่อปี 1982 เนื่องจากทางภาคเหนือของประเทศญี่ปุ่นมีสภาพอากาศหิมะตกหนัก Shinkansen Series 200 จึงถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทนต่อหิมะและอากาศหนาวจัดครับ
ต่อไปเราจะขึ้นไปที่ชั้นสองของ Main Hall ซึ่งจุดเด่นของชั้นสองที่พลาดไม่ได้ก็คงจะเป็น Diorama Room หรือห้องโชว์รถไฟจำลองขนาดใหญ่ครับ








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น