20 ส.ค. 2561

รถไฟฟ้าสายใหม่ ช่วยลดปัญหาการจราจรได้จริงๆ หรือเปล่า

หมายเหตุ : โพสต์ดั้งเดิมเขียนเมื่อปี 2018 - มีการเพิ่มเติมเนื้อหาในปี 2026

สวัสดีครับ
 ปีนี้ผมมีเวลาว่างพอที่จะกลับไทยเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนครับ
สถานีรถไฟเตาปูน
รถไฟฟ้าสายสีม่วง

 เลยได้มีโอกาสตะลุยนั่งรถไฟฟ้า MRTยาวๆ จากหัวลำโพงถึงเตาปูน และต่อไปจนถึงเกือบๆ สุดสายของรถไฟฟ้าสายสีม่วงครับ (หลังจากที่เห็นตัวรถไฟฟ้าตั้งแต่อยู่ในโรงงาน J-TREC ที่โยโกฮาม่าเลย) เข้าไปข้างในก็สัมผัสได้ถึงความเป็นญี่ปุ่น ตั้งแต่ผนังยันขอบหน้าต่าง เอาเป็นว่ามีหลายอย่างที่แตกต่างกับรถไฟฟ้าฝั่งยุโรปพอประมาณครับ

เข้าเรื่องกันดีกว่า… วันนี้ผมจะมาพูดถึงแผนการเดินรถไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้ของเรากันครับ...
 อีกไม่นานเราก็จะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ทยอยกันเปิดให้บริการครับ และหลายๆ คนคงหวังว่าเมื่อมีรถไฟฟ้าแล้วก็ไม่ต้องเผชิญกับรถติดยาวๆ กันอีก แต่ก็อาจจะต้องเผชิญกับรถไฟฟ้าแน่นไปอีกสักพักแหละครับ
 ประเด็นในวันนี้คือ รถไฟฟ้าเหล่านี้จะสามารถตอบสนองชาวกรุงได้ตามความต้องการหรือเปล่า เราลองมาดูแผนที่รถไฟฟ้ากันครับ

 รถไฟฟ้าของเราจะประกอบด้วย BTS (สายสีเขียว) ที่เข้าสู่ใจกลางเมือง กับรถไฟ MRT สายสีน้ำเงิน ที่ป้อนเข้ามาจากนอกเมือง วนเป็นรูปตัว Q (หรือเลข 9 แล้วแต่จะมอง) อีกสาย จากนั้นจะเป็นรถไฟสายชานเมืองสายสีแดงอีกสามสายจากทิศตะวันออก เหนือ และตะวันตก

ปัญหาที่เราเคยพบเจอปัจจุบัน (ส่วนนี้มีการเขียนเรียบเรียงใหม่ ปี 2026)
 จำช่วงที่แอร์พอร์ตลิงก์เปิดใหม่ๆ กันได้ไหมครับ ตอนนั้นผู้คนระหว่างเส้นทางหันมาใช้รถไฟ City Line ในการเดินทางกัน ทำให้ผู้โดยสารที่ไปสนามบินจริงๆ มีน้อยกว่าผู้โดยสารที่ขึ้นรายทางมาก รถ City Line แน่นไปหมด...
 รถไฟฟ้าที่จะเปิดใหม่นี้ จะทำเป็นการนำผู้โดยสารจากนอกเมืองเข้ามาในเมือง แต่บางสายเช่นสายสีม่วง สายสีแดง ซึ่งสุดเส้นทางเพียงแค่เตาปูน บางซื่อนั้น ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนรถอีกครั้งเพื่อเข้าไปในเมือง แต่ทั้ง BTS และสายสีน้ำเงินนั้นก็มีผู้โดยสารจากนอกเมืองอยู่แล้ว ทำให้เหมือนกับว่าผู้โดยสารจะค่อยๆ ถูกอัดเข้าไปทีละขั้นๆ จนกว่าจะมีผู้โดยสารลงที่สถานีใดสถานีหนึ่งในเมือง

 ให้ผู้อ่านลองนึกภาพรถไฟสายสีน้ำเงินต้นทางท่าพระ วนตามเข็นนาฬิกาดูครับ คงจะมีผู้โดยสารที่ต่อรถจากบางแคมาบางส่วน กับผู้โดยสารรายทางค่อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่เตาปูน ตู้ม ผู้โดยสารเทลงมาจากสายสีม่วง (หรือบางทีถ้ามีผู้โดยสารที่ต้องการไปทำงานทางนนทบุรีก็จะลดลงบ้างแต่ก็ลดลงไม่มาก) แล้วต่อด้วยรถไฟชานเมือง (สีแดง) ที่เทลงมาที่บางซื่อ แล้วลองคิดดูว่าผู้โดยสารรอต่อ MRT ที่บางซื่อจะมากแค่ไหน
 กว่าผู้คนจะทยอยลงได้ก็ต้องไปถึงเกือบๆ หมอชิตที่คนทยอยกันลงไปเปลี่ยน BTS ซ้ำแล้วรถไฟฟ้าบีทีเอสก็จะขยายออกไปทางทิศเหนืออีก ทำให้เราไม่ได้นั่งต้นทางที่หมอชิตกันอีกต่อไป

 ส่วนตัวผมเอง ผมให้คำตอบสำหรับการแก้ไขปัญหานี้ง่ายๆ คือ รถไฟชานเมืองต้องเชื่อมบางซื่อกับพญาไทให้ได้ก่อนที่รถจะติดมากเกินไป ส่วนตัวผมเองก็แนะนำว่าควรจะเร่งส่วนต่อขยายของแอร์พอร์ตลิงก์ไปให้ถึงดอนเมืองทำให้สองสนามบินสามารถไปมาหาสู่กันได้ แต่ก็จะมีปัญหาในการจัดหาขบวนรถเพิ่มเติม หรือยังเหลือปัญหาเก่าๆ ที่ยังค้างอยู่? คงไม่หรอก...

อีกวิธีหนึ่งที่จะลดปัญหาได้คือการจัด "รถเสริม"
 อย่างที่แอร์พอร์ตลิงก์ให้บริการรถเสริมหัวหมาก หรือแม้แต่ใช้รถไฟดีเซลรางเข้ามาช่วยเสริมการบริการนั้น ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้ได้ กล่าวคือรถไม่ได้วิ่งถึงสุวรรณภูมิ แต่วิ่งแค่พญาไท หัวหมาก เพื่อบรรเทาผู้โดยสารที่ตกค้างในช่วงเวลาเร่งด่วน เช่นกันถ้าจะให้สายสีน้ำเงินจัดรถเสริม ก็อาจจะวิ่งแค่เตาปูนถึงหัวลำโพง (คือไม่ต้องวิ่งวนข้ามฝั่งธนฯ)
แต่เชื่อว่าคนกรุงส่วนใหญ่ชินกับรถไฟฟ้าที่วิ่งตลอดระยะทาง(ไม่หมดระยะ) เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการปรับปรุงสำหรับการประกาศให้ผู้โดยสารรู้ว่ารถขบวนนี้วิ่งไปไหนด้วย(บีทีเอสบางทีก็มีแบบมาจากหมอชิตแล้ววิ่งเข้าสายสีลมที่สยาม..ป่ะครับ)
 การทำแอร์พอร์ตลิงก์ต้องใช้เวลาพอสมควร อาจจะต้องใช้รถดีเซลรางเสริมระหว่างบางซื่อกับหัวลำโพงหรือพญาไท (ไปต่ออีกหน่อยก็ดี เชื่อมสายตะวันออกถึงลาดกระบังไปเลย)

 สุดท้ายนี้ก็คงต้องติดตามกันว่าในอนาคตอันใกล้ที่รถไฟฟ้าทยอยเปิดๆ พร้อมๆ กันหลายสาย เราจะเจอกับอะไรบ้าง ไม่มีทางที่ปัญหารถติดของกรุงเทพจะหายไปทีเดียวอย่างแน่นอนเมื่อวันที่รถไฟฟ้าเปิด และเมื่อคนทยอยกันใช้รถไฟฟ้ามากขึ้นๆ ก็จะเกิด overflow ของผู้โดยสารซึ่งก็ต้องมีการรับมือในอนาคต นั่นคือ เตรียมตัว "ปลากระป๋อง" ได้เลย...

 ในโพสต์นี้ผมยังไม่ได้พูดถึงรถไฟฟ้าสายอื่นๆ เลย ซึ่งมันก็น่าจะแบ่งเบาความแออัดไปได้บ้าง อย่างส่วนต่อของรถไฟฟ้าสายสีม่วงลงทิศใต้จะทำให้ผู้โดยสารบางส่วนไม่ต้องเปลี่ยนรถที่เตาปูน ฯลฯ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น